รู้จักระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก จากประเทศฟินแลนด์

รู้จักระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก จากประเทศฟินแลนด์ แม้จริง ๆ แล้ว เป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดว่าระบบการศึกษาของประเทศใด “ดีที่สุด” แต่เมื่อนำเด็กอายุ 15 ปี จากหลากหลายประเทศ (เลือกโดยวิธีสุ่ม) มาสอบวัดผลด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ในการทดสอบระดับนานาชาติชื่อ Programme for International Student Assessment (PISA) ปรากฎว่า ประเทศเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียงไม่ถึง 6 ล้านคนอย่างฟินแลนด์ กลับนำหน้าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ทำให้นักการศึกษาทั่วโลก ต่างต้องหันมาดูวิธีทำงานของครู และผู้มีบทบาทในแวดวงการศึกษาของฟินแลนด์แดนซานตาคลอส

รู้จักระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก จากประเทศฟินแลนด์

รัฐบาลใส่ใจการหล่อหลอมเด็กฟินแลนด์ตั้งแต่เพิ่งคลอด คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคนจะได้รับ “baby box” จากรัฐบาล ในกล่องมีเสื้อผ้า ของใช้เด็กอ่อน และหนังสือสำหรับเด็กที่คัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลจากสถาบันสมิธโซเนียน ระบุว่าคุณแม่ชาวฟินแลนด์ลาคลอดได้นานสูงสุดถึงสามปี รัฐบาลให้เงินอุดหนุนพ่อแม่ในการส่งลูกไป Daycare หรือสถานเลี้ยงเด็กอ่อน และจ่ายเงิน 150 ยูโรสำหรับเด็กแต่ละคนทุกเดือนจนอายุครบ 17 ปีเต็ม เด็ก ๆ ไม่ต้องเริ่มเข้าโรงเรียนจนกว่าจะอายุครบเจ็ดขวบ แต่ก่อนหน้านั้น หากพ่อแม่ต้องการส่งไป Preschool ก็ทำได้ (ประมาณ 97% ของเด็กฟินแลนด์วัย 6 ขวบเข้าเรียน Preschool) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสักยูโร เพราะรัฐอุดหนุนอีกเช่นเคย

เมื่ออายุครบเจ็ดขวบและต้องเข้าโรงเรียน เด็ก ๆ ฟินแลนด์จะอยู่ในมือของครูที่เป็นคนกลุ่ม “หัวกะทิ” ของประเทศ เทียบเท่าอาชีพแพทย์หรือทนายความ คุณครูเหล่านี้ต้องจบปริญญาโทจากหลักสูตรเฉพาะ (หลักสูตรนี้สนับสนุนเงินทุนเต็มจำนวนโดยรัฐบาลฟินแลนด์) แต่เมื่อเข้าสอนแล้ว คุณครูทั้งหลายสามารถออกไอเดียการสอนตามแบบของตัวเองได้เต็มที่ และอาจสอนเด็กนักเรียนชุดเดิมไปอีก 5 ปี (แล้วแต่จำนวนบุคลากรของโรงเรียน) เพื่อให้ครูคนเดิมมีโอกาสพัฒนานักเรียนของตนได้เต็มศักยภาพมากที่สุด หากใครมีวิธีการสอนใหม่ ๆ ก็แลกเปลี่ยนหรือปรึกษาเพื่อนครูด้วยกันเพื่อให้ได้วิธีที่ดีที่สุดสำหรับไปสอนเด็ก

นักเรียนฟินแลนด์มีการบ้านน้อยมาก ใช้เวลา “เล่น” นอกห้องเรียนโดยเฉลี่ยมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ กรณีศึกษาอันหนึ่งจากคุณครูชื่อ Aleksi Gustafsson ก็คือวิธีสอน “คณิตศาสตร์นอกห้องเรียน” สำหรับนักเรียนเกรดหนึ่ง เด็ก ๆ ได้รับแจกการ์ดที่ระบุคำสั่งต่าง ๆ เช่น “ไปหาท่อนไม้ที่ใหญ่เท่าเท้าของตัวเอง” หรือ “เก็บหินและลูกสนมา 50 ชิ้น แล้วแบ่งเป็นกลุ่มละ 10 ชิ้น” เด็ก ๆ อายุ 7 และ 8 ขวบ ทำงานเป็นทีมและแข่งกันอย่างสนุกสนาน Gustafsson กล่าวว่า เขาทำวิจัยว่ากิจกรรมเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร เมื่อเด็ก ๆ สนุก นั่นแหละคือช่วงเวลาเรียนรู้

แม้เด็กฟินแลนด์จะมีผลสอบ “ดีที่สุด” ในโลกเมื่อไปสอบแข่งขันกับเด็กประเทศอื่น แต่ในฟินแลนด์ เด็ก ๆ ไม่ต้องเจอกับข้อสอบ เพราะนักการศึกษาที่นั่นไม่เชื่อในระบบการสอบที่เป็นมาตรฐาน (Standardized Test) นักเรียนจะเจอ “ข้อสอบ” ของจริงเพียงครั้งเดียว คือในปีสุดท้ายของระดับชั้นมัธยม ชีวิตในโรงเรียนก่อนหน้านั้นแม้จะมีการวัดผลในรูปแบบต่าง ๆ บ้าง แต่จะไม่มีใครรู้ผลคะแนนของเพื่อน และครู พ่อแม่ รวมทั้งสื่อต่าง ๆ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลสอบแต่อย่างใด

อีกข้อที่น่าสังเกตก็คือ ในฟินแลนด์มีโรงเรียนเอกชนน้อยมาก เด็ก ๆ แทบ 100% เข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาล ไม่มีคำว่า “โรงเรียนชั้นนำ” เพราะทุกโรงเรียนดีเท่ากัน มีคำกล่าวว่า ในสหรัฐอเมริกา โรงเรียนเป็นเหมือนร้านค้า พ่อแม่จะ “ช้อปปิ้ง” เพื่อเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะจ่ายไหวให้ลูก ในฟินแลนด์ พ่อแม่ก็มีทางเลือกเหมือนกัน แต่ทุกทางเลือก (คือทุกโรงเรียน) เหมือนกันหมด ในชั้นเรียนจะไม่มี “เด็กโง่” หรือ “เด็กเก่ง” เพราะหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของครูชาวฟินแลนด์ก็คือ “ทำทุกอย่างที่ต้องทำ” (Do whatever it takes) เพื่อช่วยเด็กที่อ่อนที่สุดในชั้น

แล้วระบบการศึกษาของฟินแลนด์แบ่งเป็นอย่างไรบ้าง?

รู้จักระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก จากประเทศฟินแลนด์

1. Early childhood ช่วงก่อนเข้าเรียน

เด็กในฟินแลนด์จะใช้ช่วงเวลานี้กว่า 6 ปีของชีวิต เรียนรู้ผ่านการ “เล่น” โดยจุดประสงค์หลักคือ ไม่ใช่การเตรียมเด็กเข้าสู่การเรียนทางวิชาการ หากแต่เป็น การส่งเสริมให้เด็กเกิดการพัฒนาทางด้านสังคมและสุขภาพมากกว่า โดยทำผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ

2. Basic education ซึ่งเป็นภาคบังคับ สำหรับเด็กอายุ 7-16 ปี

3. Upper education เด็กสามารถเลือกได้ว่าอยากเรียนภาคทั่วไป หรือ อาชีวศึกษา

3. Higher education ถ้าเทียบกับบ้านเราคือระดับมหาวิทยาลัย

เด็กกว่า 97% ในประเทศฟินแลนด์จะถูกดูแลอยู่ภายใต้โรงเรียนที่บริหารงานโดยรัฐบาล ไม่ใช่กลุ่มของนักการเมือง หรือกลุ่มทุนกลุ่มใดเป็นพิเศษ เด็กนักเรียนที่มีฐานะต่างกันจะได้เรียนหนังสือด้วยกัน และพวกเขาจะโตขึ้นมาด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน ดังนั้นพวกเขาจะเข้าใจความหลากหลาย และเรื่องนี้สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้

แม้มีผู้กล่าวว่า ที่ฟินแลนด์ทำมาตรฐานการเรียนการสอนทุกโรงเรียนให้ใกล้เคียงกันได้ เป็นเพราะประชากรฟินแลนด์มีลักษณะคล้ายกันมาก (Homogenous) ในหลายแง่ ทั้งเชื้อชาติและฐานะ เด็ก ๆ ฟินแลนด์ส่วนใหญ่ได้รับอาหาร ที่พักอาศัย และการดูแลด้านสุขภาพที่ดีเยี่ยมเสมอกันแทบทุกคน

แต่แท้จริงแล้ว น่าจะเป็นเรื่องการเลือกใช้นโยบายการศึกษามากกว่า เพราะประเทศเพื่อนบ้านของฟินแลนด์อย่างนอร์เวย์ก็มีลักษณะของประชากรใกล้เคียงกัน แต่กลับเลือกใช้นโยบายการศึกษาคล้ายสหรัฐอเมริกา (คือมีการสอบแบบเอาเป็นเอาตาย และมีมาตรฐานโรงเรียนที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงกัน) ทำให้ผลทดสอบ PISA ของเด็กนอร์เวย์ออกมากลาง ๆ ระดับเดียวกับสหรัฐอเมริกา ไม่พุ่งสูงติดอันดับต้น ๆ อย่างฟินแลนด์

แนะนำธุรกิจมาแรงในปี 2020 ที่ใช้งบน้อยแต่กำไรมาก ในยุคที่เศรษฐกิจแบบนี้ แน่นอนว่าธุรกิจ หลายอย่างกำลังซบเซา ซึ่งจะมีธุรกิจอยู่ไม่กี่อย่าง ที่มีแววว่าเป็นไปได้ ในยุคปี 2020 นี้

บทความเเนะนำ : เปิดทริปตะลุย “ประเทศนอร์เวย์” ดินแดนแห่งหมู่เกาะ ที่คุณห้ามพลาด!